โรงพยาบาลเวชธานี เสนานิคม: ยกระดับมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่ใจกลางพหลโยธิน

กรุงเทพมหานครกำลังจะมีแลนด์มาร์คด้านสุขภาพแห่งใหม่กับ โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลเวชธานี เสนานิคม ซึ่งถือเป็นการขยายศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ของเครือเวชธานี เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่เขตจตุจักรและบริเวณใกล้เคียง โดยเน้นการออกแบบที่ทันสมัย ครบวงจร และเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

โครงสร้างและรายละเอียดอาคาร

โครงการนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ติดถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง เข้าถึงได้ง่าย โดยมีการแบ่งสัดส่วนอาคารออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ:

อาคาร A (อาคารหลัก): อาคารโรงพยาบาลสูง 16 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดินอีก 4 ชั้น สำหรับงานระบบและที่จอดรถ

อาคาร B: อาคารสนับสนุนสูง 3 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

ขีดความสามารถ: รองรับผู้ป่วยในได้สูงสุด 150 เตียง

ที่จอดรถ: ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้รับบริการและบุคลากร รวมทั้งสิ้น 298 คัน

 

สิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีทางการแพทย์

โรงพยาบาลเวชธานี เสนานิคม ถูกออกแบบให้เป็น “Smart Hospital” ที่เพียบพร้อมด้วยระบบสนับสนุนการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากล ประกอบด้วย:

 

ศูนย์การรักษาครบวงจร

แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD): แยกสัดส่วนชัดเจนเพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

ศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง: ห้องปฏิบัติการ (Lab), ศูนย์เอกซเรย์วินิจฉัย และห้องผ่าตัดที่ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัย

ระบบก๊าซทางการแพทย์: ติดตั้งระบบจ่ายก๊าซที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงเพื่อรองรับวิกฤตการณ์และการผ่าตัด

 

งานระบบและวิศวกรรมอาคาร

เพื่อให้การดำเนินงานในโรงพยาบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย โครงการได้ให้ความสำคัญกับงานระบบวิศวกรรมที่ซับซ้อน:

ระบบความปลอดภัย: ติดตั้งระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย, อุปกรณ์ตรวจจับควัน (Smoke Detector) และระบบฉีดน้ำอัตโนมัติ (Sprinkler) ครอบคลุมทุกพื้นที่

ระบบสำรองพลังงาน: มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือแพทย์จะทำงานต่อเนื่องแม้เกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้อง

ระบบสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม: ระบบบำบัดน้ำเสียและอาคารพักมูลฝอยที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงระบบปรับอากาศที่เน้นการถ่ายเทอากาศบริสุทธิ์

 

การออกแบบภายในและบริการส่วนสนับสนุน

Interior Design: งานตกแต่งภายในเน้นความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดของผู้ป่วย (Healing Environment)

Service Facilities: ติดตั้งลิฟต์โดยสารความเร็วสูง, โรงครัวมาตรฐานความสะอาดระดับสากล และโรงซักรีดที่ถูกสุขลักษณะ

 

โครงสร้างอาคารนี้สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง Healthcare Design และ High-Rise Engineering ที่ต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องของบริการ (Business Continuity Plan) เป็นอันดับหนึ่ง

การก่อสร้างสถานพยาบาลระดับสูงมีความซับซ้อนกว่าอาคารพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากต้องรองรับเครื่องมือแพทย์ที่ไวต่อสัญญาณรบกวน และต้องมีระบบสำรองที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีรายละเอียดทางวิศวกรรมที่สำคัญดังนี้:

วิศวกรรมโครงสร้างและงานฐานราก (Structural Engineering)

ด้วยความสูงของอาคาร A ที่ 16 ชั้น และมีการขุดชั้นใต้ดินลึกลงไปถึง 4 ชั้น (Deep Basement) งานวิศวกรรมฐานรากจึงเป็นหัวใจสำคัญ:

 

ระบบกำแพงกันดิน (Retaining Wall System): ใช้เทคโนโลยี Diaphragm Wall หรือ Sheet Pile ร่วมกับระบบค้ำยันที่แข็งแกร่ง เพื่อป้องกันการทรุดตัวของพื้นที่ข้างเคียงและถนนพหลโยธินในระหว่างการขุดเจาะชั้นใต้ดิน

 

การรองรับน้ำหนักเครื่องมือแพทย์: โครงสร้างพื้นในบางโซน เช่น ห้องผ่าตัด และห้องเอ็กซเรย์ (MRI/CT Scan) ถูกออกแบบให้รับน้ำหนักบรรทุก (Live Load) สูงกว่าปกติ และมีการเสริมระบบป้องกันแรงสั่นสะเทือน (Vibration Control) เพื่อไม่ให้กระทบต่อความแม่นยำของอุปกรณ์

 

วิศวกรรมระบบไฟฟ้าและสื่อสาร (Electrical & Communication Systems)

โรงพยาบาลไม่สามารถยอมรับเหตุการณ์ “ไฟดับ” ได้แม้แต่วินาทีเดียวในโซนวิกฤต:

Dual Feed Power Supply: รับกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายหลักของการไฟฟ้านครหลวงแบบ 2 วงจร

Emergency Power Backup: ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง (Generator) ที่สามารถจ่ายไฟเลี้ยงระบบ Life Support, ห้องผ่าตัด และลิฟต์พยาบาลได้ทันทีภายใน 10 วินาทีหลังไฟดับ

Isolated Power System (IPS): ในห้องผ่าตัดจะใช้ระบบไฟฟ้าแยกอิสระเพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วไหล (Electric Shock) สู่ตัวผู้ป่วยและแพทย์

 

ระบบวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและอากาศ (Mechanical & HVAC Systems)

การควบคุมเชื้อโรคและการปนเปื้อนในอากาศคือโจทย์หลักของวิศวกรรมเครื่องกล:

Positive/Negative Pressure Rooms: ออกแบบระบบปรับอากาศให้ควบคุมแรงดันอากาศได้ เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายจากห้องแยกโรค (Negative Pressure) หรือป้องกันเชื้อเข้าสู่ห้องผ่าตัด (Positive Pressure)

HEPA Filtration: ใช้ฟิลเตอร์กรองอากาศความละเอียดสูงที่สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กและเชื้อโรคได้มากกว่า 99.97%

Medical Gas System: ระบบท่อจ่ายออกซิเจน, อากาศอัดทางการแพทย์ (Medical Air) และระบบแรงดูดสุญญากาศ (Vacuum) ที่เชื่อมต่อจากศูนย์กลางไปยังหัวเตียงผู้ป่วยทุกจุด

 

วิศวกรรมความปลอดภัยและอัคคีภัย (Fire Protection Engineering)

Life Safety Code: ออกแบบตามมาตรฐาน NFPA 101 ซึ่งรวมถึงการแบ่งโซนป้องกันไฟ (Fire Compartment) เพื่อให้สามารถอพยพผู้ป่วยในแนวราบ (Horizontal Exit) ไปยังโซนที่ปลอดภัยได้โดยไม่ต้องลงลิฟต์ในทันที

Pre-Action Sprinkler System: ในห้องเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือแพทย์ราคาแพง จะใช้ระบบฉีดน้ำแบบพิเศษที่ป้องกันการทำงานผิดพลาดจากอุบัติเหตุ เพื่อไม่ให้เครื่องมือเสียหายจากน้ำ

 

งานระบบสุขาภิบาลและบำบัดน้ำเสีย (Sanitary Engineering)

Hospital Waste Water Treatment: ระบบบำบัดน้ำเสียที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อกำจัดสารเคมี เชื้อโรค และกากกัมมันตรังสีจากห้องแล็บ ก่อนปล่อยออกสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ ตามมาตรฐานกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ขอบคุณรูปภาพจาก Propholic’s post

Heading

กทม. ไปต่อได้สวย! 5 โปรเจกต์ใหญ่ที่คนกรุงรอคอย ได้ไปต่อ

หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งกรุงเทพฯ วันนี้ หลายคนก็น่าจะโล่งใจกันไปเปราะหนึ่ง เพราะนอกจากจะได้ผู้ว่าฯ ที่จะมาทำงานต่อแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือ "ความต่อเนื่องของโครงการใหญ่ๆ" ที่เราลุ้นกันมานานครับ ผมมองว่าการที่ 5 โครงการนี้ได้ไปต่อ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการก่อสร้างให้เสร็จๆ ไป แต่มันคือการ "จูน" กรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นจริงๆลองมาไล่เรียงกันดูว่าแต่ละอันน่าตื่นเต้นยังไง ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ วิศวกรรม และประโยชน์ที่พวกเราจะได้ใช้กันครับ ...
/

Siam i Retreat: แลนด์มาร์คใหม่ใจกลางพัทยา

Siam i Retreat ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวขจีของสนามกอล์ฟระดับโลกอย่าง สยามคันทรีคลับ โปรเจกต์ Siam i Retreat Pattaya กำลังถูกยกระดับให้เป็นมากกว่ารีสอร์ตทั่วไป แต่คือ “ศูนย์กลางสุขภาพแบบองค์รวม” (Holistic Well-being Center) ที่ออกแบบมาเพื่อการฟื้นฟูทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ บนพื้นที่ที่โอบล้อมไปด้วยเนินเขาและทะเลสาบอันเงียบสงบ ...
/

ทำไม Mega Bangna ถึงขยายตัวครั้งใหญ่ที่สุด?

หากใครที่ได้ยินข่าวการทุ่มงบ 6,000 ล้านบาท เพื่อขยายพื้นที่เมกาบางนาเพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร หลายคนอาจมองแค่ว่าเป็น "ห้างที่ใหญ่ขึ้น" แต่ถ้าเราลองสวมหมวกนักวิเคราะห์ จะพบว่านี่คือการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจมากในบริบทของ การพัฒนามิกซ์ยูส (Mixed-use Development)  จาก "ห้าง" สู่ "ศูนย์กลางเศรษฐกิจย่อย" (Micro-Economy Hub) การที่เมกาบางนาตั้งเป้าพื้นที่รวมถึง ...
/

โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต “ท่าอากาศยานนานาชาติล้านนา”

ถ้าพูดถึงสนามบินเชียงใหม่ในปัจจุบัน หลายคนคงนึกถึงภาพความหนาแน่นของผู้คนที่ทะลักออกมาจนแทบไม่มีที่ยืน ใช่ครับ... ขีดจำกัดทางกายภาพของสนามบินเดิมเริ่มส่งสัญญาณเตือนมานานแล้ว แต่ข่าวดีคือโครงการ "ท่าอากาศยานนานาชาติล้านนา" (หรือที่เรารู้จักกันในนามสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2) ที่คุณวริทธิ์ ศิริชุมแสง ได้วางคอนเซปต์ไว้ ไม่ได้แค่มาเพื่อแก้ปัญหา "คิวเต็ม" เท่านั้น แต่มันคือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่ "ฉลาด" กว่าเดิม วิศวกรรมที่คิดเผื่อ "ความไม่แน่นอน" (Resilience ...
/

ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา! ‘เซ็นทรัล รังสิต’ 750 ไร่ จะเปลี่ยนโฉมทำเลทองคำและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร?

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 110,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสาน (Retail-Led Mixed-Use Development) โดยมีโครงการเรือธง (Flagship ...
/
เอาชนะข้อจำกัดพื้นที่เมือง: บทวิเคราะห์เชิงลึกเทคโนโลยีก่อสร้าง Top-Down และ Bottom-Up สำหรับวิศวกร

เอาชนะข้อจำกัดพื้นที่เมือง: บทวิเคราะห์เชิงลึกเทคโนโลยีก่อสร้าง Top-Down และ Bottom-Up สำหรับวิศวกร

1. บทนำ: วิวัฒนาการและบริบทของการก่อสร้างชั้นใต้ดินสมัยใหม่ ในสภาวะการก่อสร้างปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูง การบริหารจัดการโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความแข็งแรงทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลยุทธ์ในการเอาชนะข้อจำกัดด้านพื้นที่ ระยะเวลา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกวิธีการก่อสร้างชั้นใต้ดินจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของโครงการ (Critical Success Factor) ที่วิศวกรและผู้บริหารโครงการต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงเทคนิคและธุรกิจ แต่เดิม อาคารส่วนใหญ่นิยมใช้ระบบ Bottom-Up Approach ซึ่งเป็นการก่อสร้างตามลำดับจากฐานรากขึ้นสู่ด้านบน ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่ซับซ้อน ...
/

About the Author

Leave a Reply

You need to login to access this content.